พิมพ์
หมวด: ข่าวสุขภาพ

 

   newscms thaihealth c dfhikuw23459

           สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งผู้สูงวัยส่วนใหญ่มักมีโรคประจำตัวไม่โรคใดก็โรคหนึ่ง  โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง มักจะมีหลายโรคร่วม การรักษาหลักก็คือ  รับประทานยา  ซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกันและใช้ติดต่อกันอย่างต่อเนื่องและผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาจากสถานพยาบาลหลายแห่ง  ช่วงเวลาการนัดผู้ป่วยเพื่อมาติดตามผลการรักษามีความถี่ต่ำ  อาจจะเป็น 3-6 เดือน ซึ่งในระหว่างที่ผู้ป่วยอยู่บ้านและรับประทานยาหลายชนิด  ใช้ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาทั้งจากยาที่ใช้รักษาโรคประจำตัว จากการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยอื่นๆ จากการใช้ยาซ้ำซ้อน  และจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร  การสูบบุหรี่  และการดื่มแอลกอฮอล์ ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจทำให้ผู้ป่วยหยุดยาเองโดยไม่บอกแพทย์  ทำให้โรคยิ่งเป็นมากขึ้น  หรือยาที่ใช้รักษาได้ผลลดลงหรือเพิ่มมากขึ้นจนเป็นอันตรายได้ เป็นต้น

         ข้อมูลจาก รศ.ภญ.ธิดา นิงสานนท์ อดีตนายกสภาเภสัชกรรม แนะนำว่า การที่ผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้รับยาหลายชนิดร่วมกัน การรับประทานยาไม่ถูกต้อง  หรือพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยเอง  เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ามานอนรักษาตัวในโรงพยาบาล มีงานวิจัยพบว่า 1 ใน 5 ของผู้ป่วยสูงอายุที่เข้ามานอนรักษาตัวในโรงพยาบาลมีสาเหตุมาจากเรื่องของยา  โดยที่ 40% มีสาเหตุมาจากการใช้ยาไม่ถูกต้อง และอีก 60% มาจากอาการ ไม่พึงประสงค์จากยา

         อันตรายยาตีกัน...ภัยเงียบผู้ใช้ยา

         ผู้ป่วยโรคเรื้อรังเหล่านี้ มักได้รับยามาจากสถานพยาบาลหลายแห่ง  โดยแต่ละแห่งไม่ทราบข้อมูลว่าผู้ป่วยรับประทานยาอะไรอยู่บ้างเป็นประจำ  หรือการที่ผู้ป่วยไปหาซื้อยา  อาหารเสริม  หรือแม้แต่สมุนไพรมารับประทานเอง  นอกจากเกิดปัญหาการได้รับยาซ้ำซ้อนแล้ว ยังอาจเกิด "ยาตีกัน" ได้ "ยาตีกัน" หมายถึงการที่ฤทธิ์ของยาตัวหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเมื่อได้รับยาอีกตัวหนึ่งร่วมด้วย โดยผลที่เกิดขึ้นอาจก่อให้เกิดผลการรักษาที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ตั้งใจ  หรือเกิดอาการไม่พึงประสงค์  หรืออาจทำให้ผลการรักษาลดลงก็ได้ หรือบางครั้งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้  อย่างไรก็ตาม ยาตีกันจะเกิดผลมากน้อยขึ้นกับสภาวะของผู้ป่วย  ระยะเวลาที่ใช้ยาร่วมกัน และขนาดยาที่ใช้ด้วยเช่น-ยาปฏิชีวนะบางชนิดจะตีกันกับยาที่ผู้ป่วยได้รับอยู่แล้ว  เช่น ยาลดไขมัน ยาหัวใจ ยาขยายหลอดลม เป็นต้น ทำให้ระดับยาในเลือดของยาเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้น ในผู้ป่วยบางคนอาจเป็นอันตรายได้

          - ผู้ป่วยที่ได้รับยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด  ต้องระมัดระวังในการซื้อยาหรืออาหารเสริมมารับประทานร่วมด้วย  เพราะอาจเกิดปฏิกิริยากัน ส่งผลให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติและอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้

          - การรับประทานยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อบางกลุ่มร่วมกับยาลดกรด  หรือแคลเซียม  ธาตุเหล็ก  วิตามินบางชนิด  จะทำให้การดูดซึมของยาฆ่าเชื้อลดลงกว่าครึ่ง ผลการฆ่าเชื้อก็ลดลงด้วย

          - ยาตีกับอาหารเสริม หรือสมุนไพรบางชนิด นอกจากยาตีกันเองแล้ว อาหารเสริมที่ไม่ได้จัดเป็นยาหรือสมุนไพรบางชนิด ก็สามารถ "ตีกับยา" ได้ เช่น น้ำผลไม้บางชนิด กระเทียม หรือแป๊ะก๊วย อาจเพิ่มฤทธิ์ของยาที่ต้านการเกาะกันของเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน หรือยาที่ต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น warfarin ได้

          นอกจากนี้  พฤติกรรมของผู้ป่วยในเรื่องการรับประทานอาหาร  การสูบบุหรี่  การดื่มเหล้า ล้วนมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาทั้งสิ้น การสูบบุหรี่จะทำให้ยาทั้งหลายออกฤทธิ์ลดลง  ผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ส่วนใหญ่ต้องการขนาดยาที่จะได้ผลการรักษาที่สูงกว่าคนอื่นทั่วไป  เช่นเดียวกับแอลกอฮอล์จะทำให้ผลการรักษาของยาเปลี่ยนแปลงไป ยาบางอย่าง เช่น ยาเบาหวาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือเกิดอาการที่เรียกว่า disulfiram-like effect น้ำผลไม้บางชนิดโดยเฉพาะน้ำเกรฟฟรุต (ขนาด 250 ซีซี) จะทำให้ระดับยาในเลือดของยาที่รับประทานร่วมด้วยสูงขึ้น เช่น ยาลดไขมัน ยากดระบบประสาท เป็นต้น

          ดังนั้นผู้ป่วยโรคเรื้อรังจึงควรมีสมุดบันทึกยาประจำตัว และใช้บันทึกประวัติการใช้ยาประจำตัวผู้ป่วย ที่ผู้ป่วยต้องใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นยาที่ได้รับจากสถานพยาบาลใด เป็นการส่งต่อข้อมูลสื่อสารกันในระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพ ทำให้เกิดการต่อเนื่องของการดูแลรักษา  โดยสมุดบันทึกยานี้จะช่วยให้ตรวจสอบ  ดูแล  ปัญหาการใช้ยาของผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการรักษา ช่วยให้แพทย์หรือเภสัชกรไม่จ่ายยาที่ซ้ำซ้อนกับยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่ หรือเลือกจ่ายยาที่ไม่ "ตี" กับยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่ เป็นต้น  โดยผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่องสามารถขอคำปรึกษาจากเภสัชกรที่อยู่ประจำหน่วยบริการ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลหรือร้านยา โดยเฉพาะ "ร้านยาคุณภาพ" ซึ่งจะช่วยดูแลการใช้ยาอย่างต่อเนื่องเสมือนเป็นเภสัชกรประจำครอบครัว เพื่อป้องกันอันตรายจากยาและช่วยให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ยาต่างๆ มีปัญหาเรื่องยา...ปรึกษาเภสัชกร